ปาฐกถาพิเศษของนายกรัฐมนตรี

  

       รัฐ และ ทุกภาคส่วนต้องผนึกกำลังนำอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืนคู่สังคมไทย

                                   มั่นใจ ภาคธุรกิจ-ภาคเอกชนไทยพร้อมสู่การยอมรับในระดับสากล

        นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ร่วมรับฟังปาฐกถาพิเศษของนายกรัฐมนตรี ในงานสัมมนา “ส.อ.ท.นำอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืนคู่สังคมไทย” ณ ห้องประชุม Plenary ๑ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาวีชะ นายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษในการสัมมนา “ส.อ.ท. นำอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืนคู่สังคมไทย” ว่า การทำงานของรัฐบาลจะต้องมีความใกล้ชิดกับภาค เอกชนการพัฒนาเศรษฐกิจจึงจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องต่อความต้องการของประชาชนและของประเทศ การที่ไทยได้ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ/วิกฤตการณ์ต่างๆ เป็นการยืนยันถึงความเข้มแข็งของภาคธุรกิจและภาคเอกชน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ด้าน ๖ ยุทธศาสตร์ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยนำเสนอนั้น มีความสอดคล้องกับแนวคิดของรัฐบาล และจะเป็นการเพิ่มพูนขีดความสามารถของประเทศและของอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต นายอภิสิทธิ์ฯ แสดงความเห็นรายยุทธศาสตร์ดังนี้ เริ่มจากความเชื่อมโยงจากยุทธศาสตร์ที่ ๑ (พัฒนาอุตสาหกรรมไทยในแนวทางการสร้างมูลค่า (Value Creation) ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม) ยุทธศาสตร์ที่ ๕ (การสนับสนุนปัจจัยเอื้อต่อการประกอบธุรกิจอุตสาหกรรม) และยุทธศาสตร์ที่ ๖ (การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สู่ความยั่งยืนของอุตสาหกรรม) ทั้ง ๓ ยุทธศาสตร์เป็นหัวใจแห่งการเพิ่มพูนขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ ๑ จะเป็นปัจจัยที่จะชี้ขาดความสามารถของประเทศหรือของระบบเศรษฐกิจ ขณะนี้แนวคิดที่จะพึ่งพาต้นทุนต่ำไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติหรือแรงงานนั้นไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศอีกต่อไป โลกวันนี้ต้องใช้ความรู้หรือการศึกษาวิจัยและพัฒนามาเป็นหัวใจในการเพิ่มขีดความสามารถของการแข่งขัน แต่ต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีการนำงานวิจัยมาใช้เพื่อประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มค่อนข้างน้อย เพื่อเป็นการกระตุ้นความต้องการการสร้างองค์ความรู้ทางการวิจัยต้องมีการปรับปรุงระบบระเบียบแรงจูงใจในการทำงานโดยเฉพาะนักวิจัยที่อยู่ในระบบมหาวิทยาลัยให้สามารถมาทำงานให้กับภาคเอกชนได้มากขึ้น รวมถึงมาตรการแรงจูงใจด้านภาษีด้วย ส่วนยุทธศาสตร์ที่ ๕ ที่เป็นยุทธศาสตร์ที่คาบเกี่ยวกับนั้นจะเป็นการต่อยอดจากโครงการไทยเข้มแข็งซึ่งจะมุ่งไปสู่ในส่วนภูมิภาคมากขึ้นเพื่อรองรับการเชื่อมโยงในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่จะต้องเร่งให้เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น ส่วนยุทธศาสตร์ที่ ๖ เป็นเรื่องที่รัฐบาลทุ่มเทอย่างมากจากนโยบายขยายโอกาสการศึกษาฟรี ๑๕ ปี ไปจนถึงความพยายามที่จะปรับสมดุลในการผลิตบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจและเอกชนหรือเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับอาชีวศึกษา ซึ่งมีความตั้งใจที่จะร่วมทำงานกับภาคอุตสาหกรรมในด้านคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อสร้างหลักประกันว่าการผลิตบุคลากรมีความสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ด้านการปรับปรุงกลไกโครงสร้างกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ควรจะต้องมีความเชื่อมโยงกับสถาบันที่ใช้ประโยชน์จากกองทุนนี้เพื่อการผลิตบุคลากรในสาขาที่มีความต้องการของตลาดจบแล้วมีงานทำ ต่อไปเป็นการพัฒนาดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Cluster&Supply Chain ยุทธศาสตร์ที่ ๔ (มาตรการเชิงรุกในเวทีโลกหลังเปิดเขตการค้าเสรี:FTA) จะต้องกระตุ้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้มีความตื่นตัวในเรื่องโอกาส ความพร้อมในการรับมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ส่วนการดูแลรูปแบบคลัสเตอร์มีความสำคัญอย่างมากโดยเฉพาะการพิจารณาห่วงโซ่การผลิต การส่งเสริมที่ตั้งของการผลิตในแต่ละขั้นตอนในอุตสาหกรรมต่างๆ จะต้องมีการบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ให้ครบถ้วน ซึ่งมีแนวโน้มว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในต่างประเทศจะเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะทำอย่างไรให้การเข้ามาทำธุรกิจจะเป็นการส่งเสริมไม่ใช่มาเพื่อทดแทน ด้านยุทธศาสตร์ที่ ๒ (การพัฒนาอุตสาหกรรมให้อยู่ร่วมกับสังคมอย่างยั่งยืน) ในเรื่องการทำผังเมือง การทำแนวป้องกัน เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมมีความก้าวหน้ามากขึ้นรวมถึงการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและปัญหาสังคมก็ได้รับความร่วมมือและตอบสนองอย่างดีจากภาคธุรกิจและเอกชน นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน สอท.กล่าวว่าการประชุมสามัญประจำปี ๒๕๕๔ เป็นการรวมตัวของผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก สอท.จาก ๓๙ กลุ่มอุตสาหกรรม/ ๗๔ จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อหารือ นำเสนอทิศทาง ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ สอท. และรวบรวมข้อเสนอแนะความต้องการของภาคอุตสาหกรรมไทยเพื่อเสนอต่อรัฐบาล โดยได้กำหนด ๖ ยุทธศาสตร์ ครอบคลุมการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมใน ๓ มิติหลัก ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมตามที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ ได้กล่าวถึงข้างต้น ทั้งนี้ สอท. มี ๔ เป้าหมายเพื่อ ๑.ความท้าทาย แบ่งเป็นความท้าทายในประเทศ ขอท้าทายกลไกภาครัฐที่มองว่านโยบายที่ไม่ชัดเจน ขาดความต่อเนื่องในระยะยาว โครงสร้างหน่วยงานมีความซ้ำซ้อน ขาดความเชื่อมโยง กฎหมายล้าสมัยและไม่ชัดเจนรวมถึงการบังคับใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพ มีลักษณะการควบคุมมากกว่ากำกับดูแล งบประมาณมีการคอร์รัปชั่น การจัดสรรงบประมาณไม่สอดคล้องกับแผนพัฒนาของประเทศ ด้านความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งวัตถุดิบ ต้องมีการสร้างความสมดุลระหว่างอาหารและพลังงานที่การจัดสรรอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม ความกังวลของสังคมต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเกิดการต่อต้านไม่ไว้ใจภาคอุตสาหกรรมบางประเภท ขาดข้อมูล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพและสาเหตุของการเจ็บป่วย ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ปัญหาอัตราเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยน ขาดการพัฒนาตลาดภายในประเทศให้เกิดดุลยภาพ ศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ในภูมิภาค เสียโอกาสในการเป็นศูนย์กลางทางการค้า และโลจิสติกส์ในภูมิภาคหรือไม่เพราะ Logistics Cost สูง เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ผู้ประกอบการกว่าร้อยละ ๙๐ เป็น SMEs ขาดการพัฒนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง การเติบโตขาดทิศทางทั้งในระยะกลางและระยะยาว พร้อมหรือไม่ในการรับมือกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ความท้าทายในต่างประเทศ ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกทวีความรุนแรงมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของภาคอุตสาหกรรม กระทบต่อพฤติกรรมการบริโภคสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มาตรการกีดกันทางการค้า มาตรฐาน การทุ่มตลาด(โฆษณา) กฎระเบียบระหว่างประเทศ ความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีผลต่อการดำเนินธุรกิจการค้า กระแสการเคลื่อนย้ายการเติบโตทางเศรษฐกิจมายังภูมิภาคเอเชีย ๒.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างคุณค่าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี มาตรการทางภาษีเพื่อการวิจัยและพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ศูนย์กลางการออกแบบอุตสาหกรรม ศูนย์ข้อมูลอุตสาหกรรมไทย ตลาดกลางสินค้าอุตสาหกรรมออนไลน์ ส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตร ส่งเสริมการเข้าถึงนวัตกรรมของSMEs เช่น โครงการคูปองนวัตกรรม การพัฒนาคลัสเตอร์ จัดตั้งคณะกรรมการคลัสเตอร์แห่งชาติ การกำหนด product champion (อุตสาหกรรมการเกษตร) SMEs ควรเติบโตในรูปแบบ Cluster&Supply Chain ทั้งในประเทศและขยายสู่ต่างประเทศ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ AEC อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะด้านการขยายการลงทุน ส่งเสริมความร่วมมือ การปรับตัวและการพัฒนาอุตสาหกรรม การเคลื่อนย้ายแรงงานตามกรอบ AEC การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สู่ความยั่งยืน จัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ พัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา พัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง กำหนดให้มี Career Path ของแต่ละอาชีพ ๓.การพัฒนาอุตสาหกรรมให้อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ส่งเสริมสนับสนุนกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ให้อุตสาหกรรมปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงานและระบบบริหารจัดการเพื่อลดมลภาวะและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม ให้ภาคอุตสาหกรรมร่วมกันจัดโครงการช่วยเหลือชุมชนในรูปแบบต่างๆ อย่างจริงจัง ร่วมมือกับภาครัฐในการวางผังเมือง แก้ไขปัญหาผังเมือง รวมถึง Protection Strip และ Buffer Zone เพื่อให้เกิดดุลยภาพระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมและความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม สนับสนุนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรพัฒนาเอกชนในการแก้ไขปัญหาและตรวจสอบสภาวะสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง Eco Industrial Town ร่วมมือกับภาครัฐผลักดันให้เกิดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์อย่างเป็นรูปธรรม ๔.บทบาทของภาครัฐ กฎหมาย/กฎระเบียบ/ภาษี การแก้ปัญหากฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ การปรับโครงสร้างภาษี โดยเอกชนมีส่วนร่วม ต่อต้านการคอร์รัปชั่น ส่งเสริมธรรมาภิบาล โครงสร้างพื้นฐานเตรียมพร้อมด้านต่าง ๆ เช่น น้ำ ไฟฟ้า พลังงาน ระบบโทรคมนาคม ระบบขนส่งมวลชน ถนน ท่าเทียบเรือ การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ การจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์แห่งชาติเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาค เป็นต้น