
ตามนโยบาย“Emiratisation” ที่ส่งเสริมการมีงานทำของคนในชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มสัดส่วนการจ้างงานของพลเมือง UAE ในภาคเอกชน เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานต่างชาติ และสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งดำเนินการ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2022 เป็นต้นมา รัฐบาลกำหนดให้บริษัทเอกชนที่มีพนักงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ต้องจ้างชาว UAE อย่างน้อย 2% และสัดส่วนนี้ จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นปีละ 1% จนถึง 10% ภายในปี ค.ศ. 2026 (ปี 2569)

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และการจ้างงาน UAE (MoHRE) ได้ออกแถลงการณ์สำคัญเกี่ยวกับการตรวจพบกรณี “ปลอมแปลงสัญชาติ” (Fake Emiratisation / Emirati ghost employment) ซึ่งสะท้อนถึงความเข้มงวดของนโยบาย Emiratisation ที่รัฐบาลกำลังผลักดันอย่างจริงจัง พบว่า ครึ่งปีแรกของปี 2568 มีบริษัทภาคเอกชน “ปลอมแปลงสัญชาติ” รวม 405 กรณี โดยบริษัทลงทะเบียนว่าจ้างแรงงานชาวเอมิเรตส์ แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้ทำงานจริง เพียงเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ Emiratisation หรือรับสิทธิประโยชน์จากรัฐ โดยมีบทลงโทษตามกฎหมาย ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ (43) ปี 2568 ว่าด้วยการละเมิด ทางปกครองและโทษที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ MoHRE ย้ำว่าจะจัดการอย่างจริงจังและเด็ดขาดกับบริษัทที่ฝ่าฝืน

ฝ่ายแรงงานฯ ได้ติดตามนโยบาย Emiratisation พบว่า เป็นผลดีต่อการเข้ามาทำงานของแรงงานไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากทางการ UAE กวาดล้างเอเจนซี่ที่ผิดกฎหมาย และภายใต้นโยบายดังกล่าวยังมีโอกาสของแรงงานไทยที่ UAE ยังต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ ในงานเทคนิค ภาคก่อสร้างและภาคบริการ เช่น ครัวไทย เชฟไทย นวดสปา และด้านสุขภาพ ที่ฝีมือแรงงานไทยเป็นที่ยอมรับและชื่นชอบ
ข้อมูลจากเว็บไซต์กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และการจ้างงาน UAE
https://www.mohre.gov.ae/en/media-center/news/20/8/2025/mohre-flags-405-cases-of-fake-emiratisation-in-companies-in-the-first-half-of-2025



