ศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว กระทรวงแรงงาน ๑๐๐ แห่ง ทั่วประเทศ มีความพร้อมให้บริการอย่างเต็มที่ วันสุดท้ายของการแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว และพร้อมเปิดให้นายจ้างพาลูกจ้างมาตรวจสอบคัดกรองความสัมพันธ์การเป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง เริ่มวันที่ ๘ สิงหาคม-๖ กันยายนนี้ ซึ่งได้รับการชื่นชมจาก ILO และ IOM ในการดำเนินงานของประเทศไทย
หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า วันนี้ (๗ สิงหาคม ๒๕๖๐) ถือเป็นวันสุดท้ายของการดำเนินงานของศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวที่เปิดบริการมาแล้วตั้งแต่ ๒๔ กรกฎาคม-๗ สิงหาคม ๒๕๖๐ จึงขอให้ผู้ประกอบการ /นายจ้างมาดำเนินการแจ้งการจ้างคนต่างด้าวให้เสร็จสิ้นภายในวันนี้ และหลังจากนี้ไปจะไม่มีการเปิดรับลงทะเบียนอีก สำหรับในวันที่ ๘ สิงหาคมนี้ จะเริ่มให้นายจ้างพาลูกจ้างมาตรวจสอบคัดกรองความสัมพันธ์การเป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง เป็นระยะเวลา ๓๐ วัน (วันที่ ๘ สิงหาคม-๖ กันยายน ๒๕๖๐) ซึ่งผู้ประกอบการ นายจ้างที่ได้รับบัตรนัดไปแล้วขอให้มาตรงตามวันและเวลาที่ระบุไว้ และหากนายจ้างเป็นนิติบุคคล มีลูกจ้างจำนวนมาก ให้เตรียมสัญญาจ้าง เอกสารการจ่ายเงินเดือน หรือหลักฐานอื่นๆ มาด้วยเพื่อยืนยันการเป็นนายจ้างลูกจ้าง อีกทั้งการพิสูจน์ความสัมพันธ์นอกจากจะดูว่าเป็นนายจ้างลูกจ้างจริง ยังดูว่าแรงงานต่างด้าวเป็นแรงงานอายุต่ำกว่า ๑๕ ปีและไม่เกิน ๑๘ ปี ที่ทำงานในกิจการที่ห้ามทำหรือไม่ ซึ่งทางกระทรวงแรงงานมีความพร้อมให้บริการอย่างเต็มที่ ทั้งการอำนวยความสะดวก และด้านความรวดเร็วในการให้บริการ ภายใต้การดูแลของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวง กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครจะเปิดให้บริการทั้งหมด ๒๐ หน่วย และต่างจังหวัด ๖๐ หน่วย
สำหรับรับแจ้งฯ ที่เปิดให้บริการอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นการเปิดผ่อนผันสำหรับนายจ้างที่มีแรงงานต่างด้าวที่ทำงานอยู่กับนายจ้างในปัจจุบันแต่ไม่มีใบอนุญาตทำงานได้มาแจ้งเพื่อดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป ซึ่งได้รับการชื่นชมจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ในการดำเนินงานของประเทศไทยด้วย หม่อมหลวงปุณฑริกฯ กล่าวท้ายสุด
ทั้งนี้ ยอดรับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าว ณ วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๐.๐๐ น. (ตั้งแต่วันที่ ๒๔ กรกฎาคม–๗ สิงหาคม ๒๕๖๐) นายจ้าง ๑๘๔,๕๔๖ ราย ลูกจ้าง ๖๕๙,๐๐๔ ราย เป็นเมียนมา ๓๘๑,๙๔๕ คน กัมพูชา ๑๙๒,๙๖๔ คน และลาว ๘๔,๐๙๕ คน ประเภทจิการ ๓ อันดับแรก คือ กิจการก่อสร้าง เกษตรและปศุสัตว์ และจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม
——————————–
กองเผลแพร่และประชาสัมพันธ์
๗ สิงหาคม ๒๕๖๐
กัณติภณ คูสมิทธิ์ ข่าว
สมภพ ศีลบุตร ภาพ



