
- แนวนโยบายหลักของ UAE ต่อแรงงานต่างชาติในปี 2569
เน้น “แรงงานทักษะสูง” มากขึ้น
รัฐบาล UAE ต้องการเปลี่ยนเศรษฐกิจจากน้ำมัน → เทคโนโลยี, AI, การเงิน, โลจิสติกส์ และพลังงานสะอาด ทำให้มีการเปิดรับแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูงเพิ่มขึ้น เช่น
- AI / Data / Cybersecurity
- วิศวกรรม
- การเงินและ FinTech
- Healthcare
- Logistics
- Renewable Energy
- Digital marketing
- Hospitality ระดับพรีเมียม
พร้อมขยายระบบ
- Freelance visa
- Remote work visa
- Golden Visa
- Job Seeker Visa
เพื่อดึง talent ต่างชาติระยะยาว

- กฎหมายแรงงานและวีซ่าที่สำคัญในช่วงมิถุนายน 2569
กฎหมายแรงงานหลัก
UAE ใช้กฎหมายแรงงานกลางคือ
- Federal Decree Law No. 33 of 2021
- และฉบับแก้ไขปี 2023
ครอบคลุมทั้งแรงงานต่างชาติและแรงงาน Emirati ในภาคเอกชน
รูปแบบการจ้างงานที่เปิดกว้างขึ้น
กฎหมายล่าสุดรองรับรูปแบบการทำงานหลายประเภท เช่น
- Full-time
- Part-time
- Temporary
- Flexible work
- Remote work
- Freelance
- Job sharing
ซึ่งช่วยให้บริษัทจ้างแรงงานต่างชาติได้ยืดหยุ่นมากขึ้น

- การเปลี่ยนแปลงสำคัญ “มิถุนายน 2569”
(A) กฎจ่ายเงินเดือนใหม่ เริ่ม 1 มิถุนายน 2569
รัฐบาล UAE ออกกฎ Wage Protection System (WPS) ใหม่
สาระสำคัญ:
- บริษัทเอกชนต้องจ่ายเงินเดือน “วันที่ 1 ของทุกเดือน”
- หากจ่ายช้า จะถูกนับเป็น violation ทันที
- หากผิดซ้ำ อาจถูก:
- ระงับ work permit ใหม่
- ปรับ
- ขึ้นบัญชีตรวจสอบแรงงาน
ถือเป็นการคุ้มครองแรงงานต่างชาติที่เข้มขึ้นมาก
(B) ระบบใบอนุญาตทำงานใหม่ (13 ประเภท)
กระทรวงแรงงาน UAE หรือ MOHRE ปรับระบบ work permit ให้มี 13 ประเภท เพื่อรองรับตลาดแรงงานยุคใหม่ เช่น
- Freelancers
- นักศึกษา
- Part-time workers
- Temporary workers
- Skilled specialists
จุดประสงค์:
- ลดเอกสาร
- เร่งการอนุมัติ
- เพิ่มความยืดหยุ่นในการจ้างงาน
(C) การคุมเข้มบริษัทที่ละเมิดสิทธิแรงงาน
บริษัทที่:
- จ่ายเงินช้า
- จ้างผิดประเภท
- ใช้ visa ผิดวัตถุประสงค์
- มีปัญหา human trafficking
จะถูก:
- ระงับการออกวีซ่า
- ระงับ work permit
- ตรวจสอบเพิ่ม
โดย UAE ต้องการยกระดับภาพลักษณ์แรงงานตามมาตรฐานสากล

- นโยบาย Emiratisation: ผลกระทบต่อแรงงานต่างชาติ
นโยบาย “Emiratisation” คือการบังคับให้ภาคเอกชนจ้างคนสัญชาติ UAE เพิ่มขึ้น
ปี 2569:
- บริษัทเอกชนที่มีพนักงาน 50 คนขึ้นไป
- ต้องเพิ่มสัดส่วน Emirati ในตำแหน่ง skilled jobs อย่างต่อเนื่อง
- มี deadline รอบกลางปี 30 มิถุนายน 2569
ผลต่อแรงงานต่างชาติ
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ
งานระดับ:
- admin
- HR
- customer service
- government relations
- banking บางส่วน
เริ่มแข่งขันยากขึ้น เพราะบริษัทต้องกันโควตาให้ Emirati
กลุ่มที่ยังต้องการสูง
- ก่อสร้าง
- โรงแรม
- ร้านอาหาร
- โลจิสติกส์
- ช่างเทคนิค
- พยาบาล
- IT
- AI
- วิศวกร
ยังขาดแรงงานจำนวนมาก

- ความต้องการแรงงานต่างชาติใน UAE (กลางปี 2569)
อุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานสูง
ก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน
ยังต้องการมากจาก:
- อินเดีย
- ปากีสถาน
- บังกลาเทศ
- เนปาล
- ฟิลิปปินส์
เพราะ UAE ยังมี mega projects จำนวนมาก
โรงแรม-ท่องเที่ยว
หลังการท่องเที่ยวฟื้นตัว:
- Dubai
- Abu Dhabi
- Ras Al Khaimah
ต้องการ:
- พนักงานโรงแรม
- F&B
- เชฟ
- แม่บ้าน
- customer relations
สูงมาก
เทคโนโลยีและ AI
UAE กำลังผลักดันตัวเองเป็น regional tech hub
จึงต้องการ:
- AI engineers
- cloud specialists
- cybersecurity
- data scientists
เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
Healthcare
ต้องการ:
- แพทย์
- พยาบาล
- ผู้ช่วยพยาบาล
- นักกายภาพ
โดยเฉพาะ Abu Dhabi และ Dubai

- ข้อจำกัดและความเสี่ยงสำหรับแรงงานต่างชาติ
ห้ามทำงานด้วย tourist visa
UAE ยังเข้มงวดมาก:
- ห้ามทำงานด้วย visit visa
- ต้องมี work permit ถูกต้องก่อนเริ่มงาน
บางสัญชาติถูกจำกัดวีซ่า
มีรายงานว่าบางประเทศถูกจำกัดการอนุมัติ visa/work permit มากขึ้นในปี 2569 เช่น
- Sudan
- Yemen
- Somalia
- Libya
แต่ข้อมูลนี้ไม่ใช่ประกาศทางการทั้งหมด และมีการเปลี่ยนแปลงได้ (สืบค้นเพิ่มเติมมี 9 ประเทศ) ได้แก่ อัฟกานิสถาน บังกลาเทศ แคเมรูน เลบานอน ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน ยูกันดา และเยเมน

- แนวโน้มครึ่งหลังปี 2569
แนวโน้มสำคัญคือ:
UAE จะ:
- เปิดรับ talent ต่างชาติระดับสูงมากขึ้น
- ใช้ AI ในระบบวีซ่าและแรงงาน
- เพิ่ม freelance economy
- คุมเข้มการคุ้มครองแรงงาน
- ดัน Emiratisation ต่อเนื่อง
ดังนั้นตลาดแรงงาน UAE จะ “เปิดกว้าง แต่แข่งขันสูงขึ้น”

สรุป
UAE ในเดือนมิถุนายน 2569:
- ยังต้องการแรงงานต่างชาติจำนวนมาก
- โดยเฉพาะสายเทคนิค บริการ และเทคโนโลยี
- มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานเข้มขึ้น
- ใช้ระบบจ่ายเงินเดือนและ work permit แบบดิจิทัลมากขึ้น
แต่ก็ผลักดัน Emiratisation ทำให้บางตำแหน่งแข่งขันยากขึ้นสำหรับชาวต่างชาติ



