วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาร่วมภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อการขยายตลาดแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ พร้อมมอบนโยบายการยกระดับทักษะฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก ซึ่งมี นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางญาณิกา เทียนทอง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน นางสาวธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสุรเกียรติ เทียนทอง ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (สสปท.) ว่าที่ร้อยตรี สมศักดิ์ พรหมดำ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน นายสิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน นายมงคล สงคราม ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน นายวิชิต อินทรเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติ โดยมี นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวรายงาน และมีผู้แทนกรมการกงสุลร่วมเป็นวิทยากร หัวข้อ “การคุ้มครองแรงงานไทยในต่างประเทศ” ในงานมีนายกสมาคมการจัดหางานไทยไปต่างประเทศ ประธานสมาคมนายจ้างส่งเสริมแรงงานไทย มีผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนากว่า 300 คน ณ ห้องบอลรูม 2 ชั้น 3 โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ รัชดา กรุงเทพฯ
นายจุลพันธ์ ฯ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมุ่งผลักดันตลาดแรงงานต่างประเทศให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้แก่แรงงานและครอบครัว ซึ่งการขยายตลาดแรงงานจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนในการค้นหาตลาดใหม่และตำแหน่งงานที่มีคุณภาพ รายได้สูง ดำเนินงานด้วยความโปร่งใส คำนึงถึงประโยชน์ของแรงงานเป็นสำคัญ ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นธรรม และดูแลแรงงานไทยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเดินทาง ระหว่างทำงาน และเมื่อเดินทางกลับถึงประเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิ ความปลอดภัย และสวัสดิการของแรงงานไทยในต่างประเทศ
นายจุลพันธ์ ฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังเร่งพัฒนากำลังคนผ่านการ Upskill, Reskill และ New Skill เพื่อให้แรงงานไทยมีความพร้อมด้านทักษะการทำงานที่ตอบโจทย์ตรงกับความต้องการของนายจ้างต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในการเตรียมกำลังคนตั้งแต่ต้นทางเพื่อเสริมทักษะภาษา วิชาชีพ และทักษะแห่งอนาคต รองรับความต้องการของนายจ้างทั่วโลก และยกระดับศักยภาพแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล
ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานได้ขับเคลื่อนนโยบายผ่านความร่วมมือด้านแรงงานกับประเทศคู่ภาคีภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ (MOU) ตลอดจนบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน บริษัทจัดหางาน สถาบันการศึกษา และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาแรงงานไทยให้มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานต่างประเทศ โดยปีงบประมาณ 2569 มีการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศแล้วกว่า 85,000 คน จากเป้าหมาย 130,000 คน โดยประเทศปลายทางสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ ไต้หวัน อิสราเอล สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย และญี่ปุ่น ซึ่งสร้างรายได้ส่งกลับประเทศรวมไม่น้อยกว่าปีละ 200,000 ล้านบาท และยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยที่มีคุณค่า สู่เป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
ผู้สนใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1506 กด 2
+++++++++++++++++++
กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์









































































