วันที่ 18 กันยายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมหารือแนวทาง “การยกระดับผู้ประกอบอาชีพศิลปินพื้นบ้านให้เข้าสู่ระบบประกันสังคม” ร่วมกับศิลปินพื้นบ้านภาคเหนือ ผู้แทนสมาคมกลองและศิลปะการแสดงล้านนา สภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ ณ อาคารอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ศูนย์แม่ริม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหาแนวทางให้ศิลปินพื้นบ้านและผู้ประกอบอาชีพด้านศิลปวัฒนธรรมเข้าถึงการคุ้มครองแรงงาน หลักประกันทางสังคม และสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมกับรูปแบบการประกอบอาชีพ
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ศิลปินพื้นบ้านไม่เพียงเป็นผู้สืบทอดศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของท้องถิ่น แต่ยังเป็น “คนทำงาน” ที่ใช้ความรู้ ทักษะ และแรงงานในการประกอบอาชีพ สร้างทั้งรายได้และคุณค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน อย่างไรก็ตาม ลักษณะการทำงานของศิลปินจำนวนมากแตกต่างจากการจ้างงานทั่วไป ทั้งการรับงานเป็นครั้งคราว มีผู้ว่าจ้างหลายราย รายได้ไม่สม่ำเสมอ หรือไม่มีนายจ้างรายเดียวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การเข้าถึงหลักประกันทางสังคมอาจยังไม่สอดคล้องกับสภาพการทำงานจริง
“กระทรวงแรงงานต้องการให้คนทำงานทุกกลุ่มมีโอกาสเข้าถึงการคุ้มครองที่เหมาะสม โดยต้องพิจารณาบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและกฎหมาย สำหรับศิลปินที่มีความสัมพันธ์เป็นนายจ้าง–ลูกจ้างตามกฎหมาย สามารถพิจารณาเข้าสู่ระบบผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้ ส่วนผู้ประกอบอาชีพอิสระมีช่องทางการคุ้มครองตามมาตรา 40 ขณะเดียวกัน กลุ่มศิลปินที่รับงานจากผู้ว่าจ้างหลายรายหรือมีรูปแบบการทำงานไม่ต่อเนื่อง จำเป็นต้องศึกษาแนวทางเพิ่มเติม เพื่อออกแบบการคุ้มครองให้เหมาะกับวิถีการทำงานในปัจจุบัน” นายจุลพันธ์ กล่าว
ในการหารือครั้งนี้ เครือข่ายศิลปินพื้นบ้านเสนอให้กระทรวงแรงงานพิจารณาจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาข้อกฎหมายและรูปแบบการคุ้มครอง รวมถึงจัดทำฐานข้อมูลและมาตรฐานอาชีพศิลปินพื้นบ้าน พร้อมศึกษาโครงการนำร่องสำหรับองค์กรทางวัฒนธรรมที่มีการจ้างงานจริง ตลอดจนศึกษาความเป็นไปได้ของกลไกการสมทบสำหรับผู้ประกอบอาชีพที่มีผู้ว่าจ้างหลายราย โดยไม่เปลี่ยนสถานะศิลปินอิสระเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หากไม่มีนิติสัมพันธ์นายจ้าง–ลูกจ้างตามกฎหมาย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานจะนำข้อเสนอจากศิลปินและภาคีเครือข่ายมาพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ความสำคัญทั้งด้านกฎหมายประกันสังคม การคุ้มครองแรงงาน การพัฒนาทักษะและมาตรฐานอาชีพ เพื่อหาแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบอาชีพด้านศิลปวัฒนธรรมได้รับการดูแลตามลักษณะการทำงานของแต่ละกลุ่ม











