เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ตามเวลาท้องถิ่นของเมืองดูไบ พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นางสาวนิภา นิรันดร์นุต กงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ นางสาวสดุดี กิตติสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ นางอลิสา สุภาพ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคณะ ร่วมประชุมหารือทวิภาคีกับ ดร. อับดุลเราะฮมาน อัล อะวาร์ (Dr. Abdulrahman Al Awar) รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และการส่งเสริมการจ้างงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
โดยปลัดกระทรวงแรงงาน ได้หารือถึงแนวทางการนำ MOU ด้านแรงงานของทั้งสองประเทศที่หมดอายุลงมาร่วมกันพิจารณาต่อเนื่อง โดยฝ่ายไทยขอสงวนการนำพิธีสารลูกจ้างทำงานบ้านมาพิจารณาร่วม เพื่อให้ MOU สามารถดำเนินการต่อได้โดยไม่ล่าช้า ซึ่งฝ่ายยูเออีไม่ขัดข้องและเสนอให้มีความร่วมมืออื่นคู่ขนานไปพร้อมกันด้วย
พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ยังกล่าวถึงความต้องการแรงงานต่างชาติของยูแออีว่า มีมากถึง 50,000 คนต่อปี แต่ในปัจจุบันมีคนไทยในยูเออีประมาณ 12,000 คน จึงต้องการให้มีแรงงานไทยเข้ามาทำงานในยูเออีมากขึ้น ทั้งในอุตสาหกรรมภาคบริการและโรงแรม (Hospitality) เนื่องจากคนไทยมีชื่อเสียงด้านการบริการ ภาคสาธารณสุข (Healthcare) ที่ยูเออีมีการเติบโตสูง และต้องการบุคลากรเพิ่ม รวมทั้งภาคก่อสร้างและงานทั่วไป (Construction & Unskilled labor) รวมถึงพนักงานรักษาความปลอดภัย และงานโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ด้วย
ในส่วนสัญญาการจ้างงานนั้นยูเออียืนยันว่าจะเพิ่มภาษาไทยในสัญญาจ้างแรงงานไทยอีกหนึ่งภาษา เนื่องจากปัจจุบันสัญญาจ้างเป็นภาษาอังกฤษและอารบิกเท่านั้น ทั้งนี้ ยูเออีมีการใช้ AI และระบบ QR Code ในสัญญาจ้างงาน เพื่อให้แรงงานสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นสัญญาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และช่วยลดปัญหาการหลอกลวงหรือปัญหาการเดินทางด้วย
พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวต่อว่า จากการหารือครั้งนี้ ยูเออียังเสนอให้มีการปรับปรุงกระบวนการคัดเลือกแรงงานระหว่างสองประเทศให้รวดเร็วยิ่งขึ้นผ่านระบบออนไลน์ โดยจะให้บริษัทในยูเออีสามารถเลือกแรงงานจาก “บัญชีรายชื่อ” ที่ผ่านการคัดกรองหรือฝึกอบรมมาแล้ว (Talent Pool) ให้มีการฝึกอบรมหรือออกใบรับรองทักษะ (Certification) ตั้งแต่ในประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจในยูเออี ซึ่งในเรื่องนี้ปัจจุบันประเทศไทยมีการทดสอบทักษะฝีมือแรงงานแห่งชาติ และมีการให้ประกาศนียบัตรเพื่อรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานในสาขานั้น ๆ ให้แรงงานไทยก่อนเดินทางมาทำงานต่างประเทศอยู่แล้ว
สำหรับเรื่องการคุ้มครองแรงงาน แรงงานไทยในยูเออีจะได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ตามที่กฎหมายยูเออีกำหนด เช่น ประกันสุขภาพ (Health Insurance) ประกันการว่างงาน (Unemployment Insurance) และการคุ้มครองค่าจ้าง เพื่อให้แรงงานไทยมั่นใจในความปลอดภัยและการทำงาน
“ผมขอขอบคุณยูเออีที่ให้การดูแลแรงงานไทยเป็นอย่างดี ให้ได้ทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี และได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงานของยูเออีอย่างครบถ้วน การหารือทวิภาคีในวันนี้เป็นนิมิตรหมายที่ดีที่ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิดต่อไป” ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าว
+++++++++++++++++++
กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์





